20
หลักการที่สำคัญมากในการดูจิตที่ขอย้ำ ก็คือ ให้ รู้ อารมณ์เฉยๆ อย่าไปพยายาม ละอารมณ์นั้นเด็ดขาด จะเดินทางผิดทันที เพราะอารมณ์ทั้งปวงนั้น เป็นตัวขันธ์ เป็นตัวทุกข์ ผู้ปฏิบัติมีหน้าที่รู้เท่านั้น อย่าอยาก (มีตัณหา) ที่จะไปละมันเข้า (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
หลักการที่สำคัญมากในการดูจิตที่ขอย้ำ ก็คือ ให้ รู้ อารมณ์เฉยๆ อย่าไปพยายาม ละอารมณ์นั้นเด็ดขาด จะเดินทางผิดทันที เพราะอารมณ์ทั้งปวงนั้น เป็นตัวขันธ์ เป็นตัวทุกข์ ผู้ปฏิบัติมีหน้าที่รู้เท่านั้น อย่าอยาก(มีตัณหา) ที่จะไปละมันเข้า (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
21
ขันธ์ ๕ ย่อมทำงานของเขาไปตามธรรมชาติ ไม่มีใครหยุด หรือห้ามการทำงานของเขาได้ เพียงแต่มีสติ ระลึก รู้ แล้ว วาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็สามารถเป็นอิสระเหนือขันธ์ ๕ ได้ โดยวิธีนี้ (หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล)
ขันธ์ ๕ ย่อมทำงานของเขาไปตามธรรมชาติ ไม่มีใครหยุด หรือห้ามการทำงานของเขาได้</font></span><font face="Leelawadee"><span style="font-size:14pt;"> เพียงแต่มีสติ ระลึก รู้ แล้ว วาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น ก็สามารถเป็นอิสระเหนือขันธ์ ๕ ได้ โดยวิธีนี้ (หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล)
กายเรานี้เป็นแต่เพียงธาตุ ๔ ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่สัตว์ บุคคล เรา เขา ผู้ปฏิบัติยึดหลักอันนี้ภาวนาบ่อยๆ พิจารณาให้มากๆ พิจารณาย้อนกลับไปกลับมา จิตจะค่อยๆก้าวเข้าสู่ภูมิรู้ ภูมิธรรม เป็นลำดับๆไป (หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล)
ผู้เจริญวิปัสสนาทั้งหลาย เมื่ออายตนะภายในและภายนอกมากระทบกันเข้า มีความรู้สึกเกิดขึ้น ย่อมพิจารณาเป็นไตรลักษณญาณอย่างนี้ทุกขณะ ไม่ว่าอิริยบถใดๆทั้งหมด ถ้าพิจารณาจนชำนิชำนาญแล้ว มันจะเป็นไปโดยอัติโนมัติของมันเอง มีความรู้เท่าตลอดเวลา จนเห็นว่าอารมณ์ทั้งปวง สักแต่ว่าอารมณ์ เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับไปตามสภาพของมัน (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
"ทุกข์" นั้นเป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้เท่า ไม่ใช่ละ ละไม่ได้ ในเมื่อขันธ์ ๕ มีอยู่ตราบใด ทุกข์ก็มีอยู่ตราบนั้น ที่ทรงสอนให้ ละ นั้นคือ "สมุทัย" คือเหตุให้เกิดทุกข์ต่างหาก (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
จิตไม่มีตัวมีตน จิตเหมือนวอก(ลิง) นี่แหละ แล้วแต่มันจะไป บังคับบัญชามันไม่ได้ แล้วแต่มันจะปรุงจะแต่ง บอกไม่ได้ ไหว้ไม่ฟัง เพราะฉนั้นพระพุทธเจ้าให้วางมันเสีย อย่าไปยึดถือมัน (หลวงปู่ขาว อนาลโย)
ประโยชน์ของการดูจิตนั้นมีอยู่มากนัก เบื้องต้นดูจิตเพื่อให้เห็นความคิด การเห็นความคิดบางทีเผลอบ้าง หลงลืมบ้างไม่เป็นไร ฝึกบ่อยๆ จนชำนาญก็เอาอยู่ เมื่อฝึกจนชำนาญแล้วแขกจะไม่ค่อยมาเยือน เมื่อถึงที่สุดเมื่อแขกมา...ยืนหน้าบ้าน เราก็รู้ แต่ไม่ต้อนรับแขกให้เข้ามาแล้ว (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
บุคคลประพฤติชอบเวลาใด เวลานั้นได้ชื่อว่า เป็นฤกษ์ดี เป็นมงคลดี เป็นเช้าดี อรุณดี เป็นขณะดี ยามดี และ(นับได้ว่า)เป็นอันได้ทําบูชาดีแล้ว ในท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ทั้งหลาย แม้กายกรรมของเขา(นั้น)ก็เป็นสิทธิโชค วจีกรรมก็เป็นสิทธิโชค มโนกรรมก็เป็นสิทธิโชค ประณิธานของเขาก็(ย่อมต้อง)เป็นสิทธิโชค ครั้นกระทํากรรม(การกระทําใดๆ)ทั้งหลายที่เป็นสิทธิโชคแล้ว เขาย่อมได้ประสบแต่ผลที่มุ่งหมายอันเป็นสิทธิโชค (สุปุพพัณหสูตร, องฺ.ติก. ๒๐/๕๙๕/๓๗๙ หรือพุทธธรรม น. ๒๑๕)
ผู้ใดไม่ถือมงคลตื่นข่าว ไม่ถืออุกกาบาต ไม่ถือความฝัน ไม่ถือลักษณะดีหรือชั่ว ผู้นั้นชื่อว่าล่วงพ้นโทษแห่งการถือมงคลตื่นข่าว ครอบงํากิเลสที่ผูกสัตว์ไว้ในภพ อันประดุจคูกั้นเสียได้ ย่อมไม่กลับมาเกิดอีก (ขุ.ชา. ๒๗/๘๗/๒๘ หรือ พุทธธรรม น.๒๑๕)
"ทุกข์" นั้นเป็นสิ่งที่ควรกำหนดรู้เท่า ไม่ใช่ละ ละไม่ได้ ในเมื่อขันธ์ ๕ มีอยู่ตราบใด ทุกข์ก็มีอยู่ตราบนั้น ที่ทรงสอนให้ละนั้นคือ "สมุทัย" คือเหตุให้เกิดทุกข์ต่างหาก (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
ตัวนึกคิดนี่แหละคือสมุทัย มรรคคือการเอาสติมาดูความคิด นี่คือข้อปฏิบัติ (หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโก)
เรื่องเวทนานี้ เราจะหนีมันไปไหนไม่ได้ เราต้องรู้มัน เวทนาก็สักแต่ว่าเวทนา สุขก็สักแต่ว่าสุข ทุกข์ก็สักแต่ว่าทุกข์ มันเป็นของสักว่าเท่านั้นแหละแล้วเราจะไปยึดมั่นถือมั่นมันทำไม (หลวงปู่ชา สุภัทโท)
จิตอุปมาดั่งเงา คือจิตไม่มีตัวตนเหมือนดั่งเงา เกิดแต่เหตุปัจจัย เงาก็ไม่มีในแสง เงาก็ไม่มีในวัสดุทึบกั้นแสง เงาก็ไม่มีในพื้นที่ตกกระทบของแสง แต่เมื่อเหตุทั้ง ๓ มาเป็นปัจจัยกันจึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า "เงา"ขึ้น สังขารทั้งปวงก็เช่นกัน